ประเพณีกำฟ้า

กำฟ้า เป็นประเพณีสำคัญประเพณีหนึ่งของไทยพวน ที่ปฏิบัติติดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับว่าเป็นประเพณีที่ปลูกฝังความเชื่อถือกันมาแน่นหนา แม้กาลเวลาผ่านไปเป็นร้อยๆ ปี ประเพณีก็ยังมั่นคง

ตามประวัติไทยพวนเดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองเชียงขวาง ในราชอาณาจักรลาว ตั้งถิ่นฐานกระจายออกไปตาม เมืองแปลกมีค่า เมืองหมอก เมืองสุย และเมืองหนองแฮต ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี โปรดรับสั่งให้กองทัพอพยพครอบครัวชาวเมืองพวนออกจากเมืองสุยและเมืองเชียงขวาง ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทยแยกย้ายไปทำมาหากินตามท้องถิ่นต่างๆ 19 จังหวัด คือ จังหวัดแพร่ สุโขทัย น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ หนองคาย อุบลราชธานี อุดรธานี เลย สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี

ไทยพวนมีบุคลิกลักษณะค่อนข้างดี มีผิวพรรณสวยสะอาด มีภาษาพูดของตนเอง เป็นภาษาที่ไพเราะเสนาะหู พูดจาเนิบๆ ไม่รวดเร็ว มีประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นผู้รักความสงบ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

ในสมัยก่อนเมืองพวนมีกษัตริย์ปกครองเรียกว่า เจ้าหลวง หรือ เจ้าฟ้า จนถึงสมัยหนึ่งมีเจ้าชมภูเป็นผู้ปกครองนคร เป็นเมืองขึ้นต่อหลวงพระบางต้องส่งส่วยดอกไม้ทองปีละ 2 ตำลึง ต่อมานครเวียงจันทน์ทำศึกกับ
หลวงพระบาง เจ้านนท์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทำศึกกับหลวงพระบาง เจ้านนท์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้เกลี้ยกล่อมเจ้าชมภูให้เข้ากับตนยกทัพเมืองพวนไปรบกับเจ้าเมืองหลวงพระบางจนได้ชับชนะ เจ้าชมภูไม่ยอมขึ้นกับนครเวียงจันทน์ด้วยถือว่า ตนเป็นผู้ไปรบมาชนะ ควรจะเป็นเอกราชปกครองตนเอง น้องเจ้านนท์ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของนครเวียงจันทน์ สั่งให้ท้าวเขียวไปปราบและจับเจ้าชมภูได้ เจ้านนท์รับสั่งให้ประหารเจ้าชมภู โดยให้นำตัวไปแทงด้วยหอก บังเอิญฟ้าผ่าถูกด้ามหอกที่เพชฌฆาตถืออยู่นั้นหักสะบั้นลง เจ้านนท์ทราบเห็นเป็นเหตุอัศจรรย์ จึงรับสั่งให้งดโทษประหาร และให้เจ้าชมภูกลับไปครองเมืองพวนตามเดิม จึงเป็นเหตุสันนิษฐานได้ทางหนึ่งว่า     ฟ้าย่อมปรานีผู้ประพฤติไม่ผิด เป็นเหตุให้ชาวไทยพวนถือฟ้าและยึดถือเป็นประเพณีกำฟ้ามาจนถึงปัจจุบัน คำว่า “กำฟ้าหมายความดังนี้

“กำ” หมายถึง การถือ การเคารพ

“ฟ้า” หมายถึง เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เจ้ามหาชีวิต เจ้าเหนือหัว หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง เทวดาที่เป็นใหญ่ ผู้ศักดิ์สิทธิ์บนฟากฟ้า

ประเพณีกำฟ้าของไทยพวนบางน้ำเชี่ยว กำหนดวันขึ้น 3 ค่ำ เดืน 3 ท่านพระครูนาควรคุณอดีตเจ้าอาวาสวัดกุฎีทองให้การสันนิษฐานไว้ว่า ประเพณีกำฟ้าทำกันในเดือน 3 น่าจะเป็นวันทำบุญขึ้นปีใหม่ของชาวไทยพวน เพราะสารทลาวกำหนดวันสิ้นเดือน 9 ซึ่งเป็นการทำบุญกลางปี ระยะเวลาห่างกัน 6 เดือนพอดี

ประเพณีกำฟ้า เดิมนั้นชาวไทยพวนจะทำข้าวปุ้น (ขนมจีน) กับข้าวจี่ (ปั้นจี่) ไว้ทำบุญตักบาตรและไว้เลี้ยงดูกัน ส่วนการทำข้าวหลามจะทำกันในเดือนยี่ เรียกว่า “บุญข้าวหลาม” เลยเข้าใจกันว่า งานประเพณีกำฟ้านั้นจะทำข้าวหลามเกิดจากการนำประเพณีบุญข้าวหลามและประเพณีกำฟ้า มาทำรวมกัน ส่วนการเล่นตามประเพณีเดิมนั้นเช่น การเล่นมอญซ่อนผ้า ลูกช่วงรำ ไม้หึ่ม เตะหม่าเบี้ย (เล่นสะบ้า) หายไปหมดสิ้น มีการจัดมหรสพอย่างอื่นมาแทนตามสภาพเหตุการณ์ของสังคมปัจจุบัน

 

ตามประวัติไทยพวนเดิมมีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองเชียงขวาง ในราชอาณาจักรลาว ตั้งถิ่นฐานกระจายออกไปตาม เมืองแปลกมีค่า เมืองหมอก เมืองสุย และเมืองหนองแฮต
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี โปรดรับสั่งให้กองทัพอพยพครอบครัวชาวเมืองพวนออกจากเมืองสุยและเมืองเชียงขวาง ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทยแยกย้ายไปทำมาหากินตามท้องถิ่นต่างๆ 19 จังหวัด คือ จังหวัดแพร่ สุโขทัย น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ หนองคาย อุบลราชธานี อุดรธานี เลย สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี

ไทยพวนมีบุคลิกลักษณะค่อนข้างดี มีผิวพรรณสวยสะอาด มีภาษาพูดของตนเอง เป็นภาษาที่ไพเราะเสนาะหู พูดจาเนิบๆ ไม่รวดเร็ว มีประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นผู้รักความสงบ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

ในสมัยก่อนเมืองพวนมีกษัตริย์ปกครองเรียกว่า “เจ้าหลวง” หรือ “เจ้าฟ้า” จนถึงสมัยหนึ่งมีเจ้าชมภูเป็นผู้ปกครองนคร เป็นเมืองขึ้นต่อหลวงพระบางต้องส่งส่วยดอกไม้ทองปีละ 2 ตำลึง ต่อมานครเวียงจันทน์ทำศึกกับหลวงพระบาง เจ้านนท์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทำศึกกับหลวงพระบาง เจ้านนท์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้เกลี้ยกล่อมเจ้าชมภูให้เข้ากับตนยกทัพเมืองพวนไปรบกับเจ้าเมืองหลวงพระบางจนได้ชับชนะ เจ้าชมภูไม่ยอมขึ้นกับนครเวียงจันทน์ด้วยถือว่า ตนเป็นผู้ไปรบมาชนะ ควรจะเป็นเอกราชปกครองตนเอง น้องเจ้านนท์ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของนครเวียงจันทน์ สั่งให้ท้าวเขียวไปปราบและจับเจ้าชมภูได้ เจ้านนท์รับสั่งให้ประหารเจ้าชมภู โดยให้นำตัวไปแทงด้วยหอก บังเอิญฟ้าผ่าถูกด้ามหอกที่เพชฌฆาตถืออยู่นั้นหักสะบั้นลง เจ้านนท์ทราบเห็นเป็นเหตุอัศจรรย์ จึงรับสั่งให้งดโทษประหาร และให้เจ้าชมภูกลับไปครองเมืองพวนตามเดิม จึงเป็นเหตุสันนิษฐานได้ทางหนึ่งว่า     “ ฟ้าย่อมปรานีผู้ประพฤติไม่ผิด” เป็นเหตุให้ชาวไทยพวนถือฟ้าและยึดถือเป็นประเพณีกำฟ้ามาจนถึงปัจจุบัน คำว่า “กำฟ้า” หมายความดังนี้