ประวัติวัดกุฎีทอง

ณ ตำบลบางน้ำเชี่ยว ซึ่งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่นำเจ้าพระยาเป็นหมู่บ้านไทยพวน ซึ่งได้อพยพจากเมืองเชียงขวางในอาณาจักรลาวตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ที่หมู่บ้านนี้มีวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านอยู่สองวัดคู่กัน คือ “วัดบ้านค้าย” กับ “วัดบ้านทราย”  สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากบริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดบ้านค้ายกับวัดบ้านทรายนี้ เป็นบริเวณที่กระแสน้ำพัดพุ่งตรงเข้าหาฝั่งพอดี ทำให้ตลิ่งพังลงน้ำทุกปี และในที่สุดวัดบ้านค้ายก็พังจมหายไปในลำน้ำเจ้าพระยา ต่อมาบริเวณวัดบ้านทรายก็เริ่มพังลงเช่นเดียวกัน ประกอบหลวงพ่อก้อนเจ้าอาวาสวัดบ้านทรายมรณภาพลง วัดจึงขาดผู้เอาใจใส่ดูแลรักษา สภาพวัดจึงทรุดโทรมลงเรื่อยๆ

หลวงพ่อปัญญา เจ้าอาวาสวัดอุตมะพิชัยสมัยนั้น และเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านวัดบางน้ำเชี่ยว พิจารณาเห็นว่าหากปล่อยให้สภาพวัดบ้านทรายทรุดโทรมลงเช่นนี้ ไม่ช้าวัดบ้านทรายคงจะกลายเป็นวัดร้าง ดังนั้นหลวงพ่อปัญญาจึงได้ชักชวนชาวบ้านดำเนินการรื้อย้ายสิ่งก่อสร้างของวัดบ้านทราย หนีน้ำลึกเข้าไปทางฝั่งทิศตะวันออกพร้อมทั้งจัดการบูรณะวัดขึ้นใหม่ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น วัดกุฎีทองมอบให้อยู่ในความดูแลของหลวงพ่อโอดและอยู่ในความอุปถัมภ์ของหลวงพ่อปัญญา

ต่อมาพระอุโบสถหลังเดิมของวัดบ้านทรายพังลงน้ำไป วัดจึงขาดที่ทำสังฆกรรม หลวงพ่อปัญญาจึงได้ดำเนินการสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ในบริเวณวัดกุฎีทอง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2459 เป็นพระอุโบสถก่ออิฐถือปูนขนาดกว้าง 1 เส้น 7 วา พร้อมทั้งสร้างมณฑปขนาดกว้าง 24 เมตร ยาว 24 เมตร สูง 50 เมตร ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 สำหรับเป็นที่ประดิษฐานฝ่าพระพุทธบาทจำลอง ขนาดกว้าง 0.75 เมตร ยาว 1.75 เมตร และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจำนวน 6 องค์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2522

พ.ศ. 2462 หลวงพ่อนาควรคุณ ได้มาจำพรรษาที่วัดกุฎีทอง ต่อมาได้รับช่วงการบำรุงวัดกุฎีทองจากหลงพ่อปัญญา หลวงพ่อนาคได้นำชาวบ้านปฎิสังขรณ์วัด ทั้งทางการสั่งสอนอบรม โดยจัดตั้งโรงเรียนราษฎร์และก่อสร้างซ่อมแซมหมู่เสนาสนะให้มั่นคงแข็งแรงสวยงามตลอดมา

พ.ศ. 2476 หลวงพ่อนาคได้ดำเนินการย้ายวัดลึกไปจากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันออกอีกเป็นครั้งที่ 2 ทั้งนี้เพื่อความสงบและความเหมาะสมในการใช้สถานที่ของสงฆ์ สถานที่ของวัดเดิมเปิดเป็นตลาดย่านการค้าของหมู่บ้าน เหตุผลการย้ายวัดอีกประการหนึ่ง หลวงพ่อนาคพิจารณาเห็นว่า เมื่อถึงฤดูน้ำหลากแต่ละปี ลูกคลื่นจากเรือได้ซัดตลิ่งพังไปปีละมากๆ และบริเวณที่ตั้งวัด กระแสน้ำพุ่งตรงมาพอดี มีน้ำเชี่ยวมาก จึงตั้งชื่อตำบลว่า ตำบลบางน้ำเชี่ยว

การย้ายวัดในครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลืออุปถัมภ์จากนายซ้ง อุดมพันธุ์ ได้สร้างศาลาการเปรียญ (ที่ตั้งเมรุปัจจุบัน) กุฎิ (กุฎิหลวงตาโอด ที่ตั้งกุฎิเจ้าอาวาสปัจจุบัน) มณฑลประดิษฐานพระพุทธรูป เรือสำเภา บ่อน้ำ (ซ่างน้ำ) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งพระอุโบสถ ศาลาธรรมสภาเมตตานุศาสน์ ห้องน้ำสำหรับพระ ที่ตลาดติดรั้วบ้านอาจารย์ฉลวย พร้อมกันนี้ก็ได้ดำริที่จะสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่แทนหลังเก่า ซึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก และอยู่ในบริเวณตลาด ไม่เหมาะสมในการทำสังฆกรรม แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการอย่างไร หลวงพ่อนาคก็มามรณภาพเสียก่อน

พ.ศ. 2510 พระบุญช่วย จิตตปัญโญ (พระครูเมตตานุศาสน์) ศิษย์หลวงพ่อนาค ได้รับตราตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกุฎีทอง จึงได้ชักชวนบรรดาศิษย์หลวงพ่อนาคและชาวบ้านบางน้ำเชี่ยว ดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถขึ้นตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อนาค โดยทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2511 สร้างเป็นพระอุโบสถคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 50 เมตร สูง 16 เมตร บานประตูหน้าต่างใช้ไม้สักทั้งแผ่น แกะสลักเป็นลวดลายโดยฝีมือช่างชาวเชียงใหม่ เฉพาะบานหน้าต่างด้านซ้ายหรือทางทิศเหนือแกะเป็นลวดลายตามแบบอย่างศิลปะของชาวเหนือ ส่วนทางด้านขวา หรือทางทิศใต้เป็นลวดลายและศิลปะของชาวใต้ ภายในตกแต่งด้วยภาพเขียนฝาผนัง เป็นภาพพุทธประวัติและเวสสันดรชาดก โดยฝีมือการเขียนของช่างชาวเชียงใหม่ การก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. 2514 ค่าก่อสร้าง 1 ล้าน 4 แสนบาทเศษ หลังจากนั้นพระอธิการบุญช่วย จิตตปัญโญ ได้นำชาวบ้านก่อสร้างศาลาธรรมสภาเมตตานุศาสน์ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสองชั้น ขนาดกว้าง 18 เมตร ยาว 28 เมตร ราคา 1 ล้านบาทเศษ เพื่อใช้เป็นที่เรียนปริยัติธรรม ที่ประชุมอบรมพระภิกษุสามเณรเป็นหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลและเป็นที่สำหรับประกอบศาสนกิจของวัดและหมู่บ้าน และได้ก่อสร้างถาวรวัตถุ ปรับปรุง พัฒนาเสนาสนะ และสภาพแวดล้อมของวัดให้ร่มรื่น สวยงาม จนได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ปี 2525 ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ

วัดกุฎีทองมีเนื้อที่ตั้งัดทั้งหมด 12 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา ที่ดินทั้งหมดเป็นของผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ดังนี้

1.นายอุดม   เมษประสาท   3 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา

2.นายทา  เรืองเดช  2 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา

3.นายคร้าม   สุขพงษ์  1 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา

4.นางขวัญ  สุขอุ่นพงษ์  1 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา

5.นายสะอาด  ชินวงศ์  1 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา

6.นายอำนวย  สืบจากดี  1 ไร่ 1 งาน

7.นายสะอาด  ทองใส  3 งาน 50 ตารางวา